ใหม่
ใหม่
ใหม่

imageRUNNER ADVANCE DX C5700i Series

imageRUNNER ADVANCE DX C5700i Series ตอบสนองความต้องการของงานประจำในสำนักงานด้วยงานพิมพ์สีชั้นเยี่ยมและการสแกนความเร็วสูง ด้วยความสามารถในการแปลงข้อมูลดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ในซีรีย์นี้จึงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับการสนับสนุนธุรกิจตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล
ดูสินค้า

ข่าวประชาสัมพันธ์

แคนนอน ขยายการให้บริการหลังการขายเต็มรูปแบบ เพิ่มบริการตรวจเช็คและซ่อมกล้องและเลนส์เคลื่อนที่ “Canon Camera Onsite Service Plus” รองรับองค์กรธุรกิจ

04 ส.ค. 2020 — แคนนอน ขยายการให้บริการหลังการขายเต็มรูปแบบ ​​​​​​​เพิ่มบริการตรวจเช็คและซ่อมกล้องและเลนส์เคลื่อนที่ ​​​​​​​“Canon Camera Onsite Service Plus” รองรับองค์กรธุรกิจ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​แคนนอน ผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัลเปิดตัวบริการใหม่ “Canon Camera Onsite Service Plus” เต็มรูปแบบด้วยบริการตรวจเช็คและซ่อมกล้องถ่ายภาพพร้อมเลนส์แคนนอน ให้กับองค์กรต่างๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของแคนนอน เพื่อมอบความสะดวกสบายและคุ้มค่ามากกว่า เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรโดยเฉพาะด้านสื่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การบริการหลังการขายเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​นายเชิดชัย โชคมงคลเสถียร ผู้จัดการฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์กล้องและเลนส์แคนนอน ที่ได้รับความไว้วางใจ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ใช้ทุกระดับตั้งแต่นักถ่ายภาพมือสมัครเล่น ไปจนถึงช่างภาพระดับมืออาชีพ ซึ่งทำให้แคนนอนครองส่วนแบ่งการตลาดกล้องดิจิตอลซิงเกิ้ลเลนส์ในประเทศไทยสูงสุดอันดับ 1 ยาวนานถึง 13 ปีซ้อน    วันนี้แคนนอนยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านนวัตกรรมการถ่ายภาพอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงพัฒนางานบริการหลังการขายให้สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ไปจนถึงการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์หรือทำธุรกิจด้านสื่อ ​​​​​​​ ​​​​​​​“ปัจจุบันแคนนอนได้พัฒนาและเพิ่มช่องทางบริการหลังการขายอย่างจริงจัง ทั้งการให้บริการซ่อมบำรุงกล้องและเลนส์นอกเหนือจากที่ศูนย์บริการ เช่น การส่งสินค้าซ่อมผ่านร้านตัวแทนจำหน่าย การส่งสินค้าซ่อมผ่านบริการเดลิเวอรี่เซอร์วิสถึงบ้าน และวันนี้เราได้ขยายการให้บริการไปยังกลุ่มธุรกิจ ด้วยการส่งหน่วยบริการนอกสถานที่ Canon Camera Onsite Service+ ไปยังองค์กร บริษัทเอกชน สถานศึกษา หรือโปรดักชั่นเฮ้าส์ต่างๆ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีกล้องและเลนส์แคนนอนอยู่เป็นจำนวนมาก และบางครั้งต้องการคำปรึกษาด้านการใช้งานกล้องจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่ไม่สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวมารับบริการที่ศูนย์บริการได้ เนื่องจากมีคิวงานรัดตัว ไม่สะดวกในการขนส่งกล้องจำนวนมาก และต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นต้น”  ​​​​​​​ ​​​​​​​แคนนอน ใส่ใจทุกรายละเอียดในการบริการแบบครบวงจร ​​​​​​​Canon Camera Onsite Service+ ให้บริการตรวจเช็คและแก้ไขจุดบกพร่องของกล้องและเลนส์มากกว่า 14 รายการ เช่น ตรวจสอบการทำงานของส่วนประกอบและฟังก์ชันต่างๆ ของกล้องและเลนส์ ทำความสะอาดเซ็นเซอร์รับภาพ ปรับความเร็วชัตเตอร์ให้อยู่ในมาตรฐาน ปรับลดและแก้ไขจุดสีในพื้นที่เซ็นเซอร์รับภาพ ทำความสะอาดด้านนอกของกล้องและเลนส์ อัปเดตเฟิร์มแวร์ เป็นต้น โดยมีเงื่อนไขการให้บริการ คือ จำนวนอุปกรณ์ขั้นต่ำ 15 ชิ้น ต่อการให้บริการ 1 ครั้ง ให้บริการเฉพาะสินค้าแคนนอนเท่านั้น (ทั้งประกันศูนย์และไม่ใช่ประกันศูนย์) ให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ​​​​​​​ ​​​​​​​สิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าในด้านการบริการ ​​​​​​​อัตราค่าบริการอยู่ที่ 340 - 420 บาทต่อชิ้น (ไม่รวมค่าอะไหล่) ยิ่งจำนวนอุปกรณ์มาก ค่าบริการต่อชิ้นยิ่งถูกลง จึง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ฟรี 3 ต่อ ได้แก่ 1. ฟรีค่าแรง เมื่อนำกล้องและอุปกรณ์ไปซ่อมเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการของแคนนอน ภายในระยะเวลา 1 เดือน  2. ฟรี ให้ยืมอุปกรณ์ใช้สำรองระหว่างซ่อม เมื่อนำกล้องและอุปกรณ์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของแคนนอน ภายในระยะเวลา 3 เดือน (ในกรณีที่จะต้องรออะไหล่จากต่างประเทศมากกว่า  2 สัปดาห์ และเป็นไปตามข้อกำหนดของแคนนอน) และ 3. ฟรี จัดส่งกลับ เมื่อนำกล้องและอุปกรณ์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการของแคนนอน ภายในระยะเวลา 3 เดือน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ​​​​​​​ ​​​​​​​“แคนนอนมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้แนวคิด Business Can Be Simple ให้กับลูกค้าในกลุ่มองค์กรธุรกิจ หรือ B2B เพื่อช่วยให้ธุรกิจเป็นเรื่องง่าย บริการ Canon Camera Onsite Service+ จะช่วยให้ลูกค้าองค์กรที่ใช้กล้องและเลนส์แคนนอนสามารถประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางไปศูนย์บริการ ไม่ต้องเข้าคิว และมีโอกาสปรึกษากับช่างผู้เชี่ยวชาญโดยตรง อีกทั้งให้ความคุ้มค่า ด้วยอัตราค่าบริการที่ประหยัดกว่าการนำกล้องมาซ่อมที่ศูนย์บริการของแคนนอน และยังประหยัดค่าเดินทางอีกด้วย” นายเชิดชัย โชคมงคลเสถียร กล่าวเสริม ​​​​​​​ ​​​​​​​สำหรับองค์กรที่สนใจใช้บริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Canon Call Center โทร 02-344-9988 หรือที่ Line @ Canon Thailand. ​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​

อ่านเพิ่มเติม
แคนนอน เปิดตัวเรือธงใหม่ สุดยอดกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม  EOS R5 และ EOS R6 พร้อมเลนส์ RF ใหม่ 4 รุ่น และExtender 2 รุ่น พร้อมบุกตลาดกล้องในทุกเซกเมนต์

แคนนอน เปิดตัวเรือธงใหม่ สุดยอดกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม EOS R5 และ EOS R6 พร้อมเลนส์ RF ใหม่ 4 รุ่น และExtender 2 รุ่น พร้อมบุกตลาดกล้องในทุกเซกเมนต์

15 ก.ค. 2020 — แคนนอน เปิดตัวเรือธงใหม่ สุดยอดกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม  EOS R5 และ EOS R6 พร้อมเลนส์ RF ใหม่ 4 รุ่น และ Extender 2 รุ่น พร้อมบุกตลาดกล้องในทุกเซกเมนต์ แคนนอน ยกทัพผลิตภัณฑ์ล่าสุดบุกตลาดกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม เปิดตัวกล้องใหม่พร้อมกันถึง 2 รุ่น คือ EOS R5 และ EOS R6 มาพร้อมฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงสุดถึง 8K ระบบออโต้โฟกัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบป้องกันภาพสั่นในตัวกล้อง ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถึง 20 ภาพต่อวินาที พร้อมด้วยเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้ RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM เลนส์ไพรม์ 3 รุ่น คือ RF85mm f/2 IS STM, RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM รวมถึงอุปกรณ์ขยายระยะเลนส์ Extender RF 1.4x และ Extender RF 2x เจาะกลุ่มนักถ่ายภาพสมัครเล่นระดับจริงจังไปจนถึงระดับมืออาชีพ   กล้อง EOS R5 มาพร้อมเซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม ความละเอียด 45 ล้านพิกเซล ใกล้เคียงกล้องมีเดียมฟอร์แมต ใช้ได้ทั้งการถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทิวทัศน์ ไปจนถึงภาพสัตว์ป่า ค่าความไวแสงมาตรฐานสูงสุดที่ ISO51200 ขยายได้ถึง ISO102400 ส่วนกล้อง EOS R6 ใช้เซ็นเซอร์ฟูลเฟรมความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ความไวแสงมาตรฐานสูงสุดที่ ISO10240 ขยายได้ถึง ISO204800 ทั้งสองรุ่นใช้ชิปประมวลผลภาพ DIGIC X ที่จัดการสัญญาณรบกวนภาพได้ดีมากขึ้น ถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สูงสุด 20 ภาพต่อวินาที และด้วยชัตเตอร์แมคคานิค  สูงสุด12 ภาพต่อวินาที มีระบบออโต้โฟกัสใหม่ Dual Pixel CMOS AF II ที่ทำให้เซ็นเซอร์อ่านภาพได้เร็วขึ้น ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพ DIGIC X เพิ่มประสิทธิภาพในระบบออโต้โฟกัส และเป็นครั้งแรกของกล้องตระกูล EOS ที่พื้นที่ออโต้โฟกัสสามารถครอบคลุมพื้นที่ 100% ของเซ็นเซอร์ภาพ ทั้งแนวตั้งและแนวนอน จึงสามารถโฟกัสได้ง่ายแม้ที่ขอบภาพ กล้อง EOS R5 และ EOS R6 มีจุดโฟกัสอัตโนมัติ 1,053 จุด มากกว่า EOS R ถึง 7 เท่า ส่วนจุดโฟกัสแบบแมนนวลใน EOS R5 มี 5,940 จุด และ EOS R6 มี 6,072 จุด ประสิทธิภาพการออโต้โฟกัสจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งสองรุ่นมีโหมด AF Priority สำหรับการเลือกติดตามโฟกัสคนหรือสัตว์ สามารถติดตามได้ทั้งร่างกาย ศีรษะ และดวงตา สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงจำกัด EOS R5 โฟกัสได้ในที่แสงน้อยถึง EV -6 ส่วน EOS R6 ทำได้ถึง EV -6.5 ซึ่งเป็นระดับที่มืดจนตาคนแทบจะมองไม่เห็น อีกทั้งมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 5 แกนในตัวกล้อง (In-Body IS) ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับเลนส์ RF ที่มีระบบกันสั่นไหวแบบออปติคอลหรือไม่มีก็ตาม จะช่วยความเบลอที่เกิดจากการสั่นของกล้องได้เท่ากับการลดความเร็วชัตเตอร์ถึง 8 สต็อป และช่วยลดการสั่นได้ทุกช่วงซูมตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงเทเลโฟโต้ ด้วยชิปประมวลผลภาพ DIGIC X และการ์ดหน่วยความจำ CFexpress ทำให้กล้อง EOS R5 สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 8K/30 fps จากการอ่านสัญญาณจากพื้นที่ทั้งหมดของเซ็นเซอร์ มีความคมชัดสูง สะดวกในการนำไปตัดต่อภายหลัง รวมถึงสามารถถ่ายวิดีโอ 8K RAW โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม นอกจากนี้ยังถ่ายวิดีโอสโลว์โมชัน 4K/120 fps ได้ บันทึกวิดีโอได้หลายฟอร์แมต เช่น RAW, H.265 HEVC, H.264 MP4 และบีบอัดเป็นฟอร์แมต ALL-I หรือ IPB ได้ด้วย ส่วน EOS R6 ถ่ายวิดีโอ 4K ได้ถึง 60 fps และถ่ายสโลว์โมชัน Full HD/120 fps โดยไม่ต้องครอป เหมาะสำหรับวิดีโอคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ทั้งสองรุ่นมีช่องต่อ HDMI ได้ถึง 4K/60 fps 10-bit 4:2:2 และมีฟีเจอร์ PQ และ Canon Log สำหรับการถ่ายภาพ HDR ​​​​​​​สำหรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย EOS R5 รองรับการเชื่อมต่อ wireless LAN 5GHz และ 2.4GHz โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม รวมถึงรองรับการถ่ายโอนข้อมูลแบบ FTP และ FTPS และสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์ส่งข้อมูล WFT-R10 ส่วน EOS R6 รองรับ wireless LAN 2.4GHz และการถ่ายโอนข้อมูลแบบ FTP และ FTPS ทั้งสองรุ่นรองรับ Bluetooth Low Energy (BLE) และเป็นกล้องรุ่นแรกที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับการเก็บข้อมูลบนคลาวด์ด้วย Image.canon ผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อส่งไฟล์ภาพนิ่งและวิดีโอไปเก็บบนคลาวด์ได้ถึง 30 วันโดยไม่จำกัดขนาดไฟล์ หรือส่งไปเก็บบนแพลตฟอร์มคลาวด์อื่นๆ เช่น Google Photos, Google Drive และ Adobe Creative Cloud ​​​​​​​ ​​​​​​​กล้องทั้งสองรุ่นมีขนาดกะทัดรัด ตัวกล้องทำจากแมกนีเซียมอัลลอยพร้อมซีลกันหยดน้ำและฝุ่น น้ำหนักเบา ด้านบนตัวกล้อง EOS R5 มีจอแอลซีดี ส่วน EOS R6 มีแป้นปรับโหมด และทั้งสองรุ่นมีแป้นปุ่ม Multi-Controller และ Quick Control เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเลือกจุดโฟกัสและปรับตั้งค่าต่างๆ มีจอแอลซีดีทัชสกรีนปรับหมุนได้ที่ใช้ในการเลือกจุดโฟกัสและเมนูการใช้งานต่างๆ ​​​​​​​ ​​​​​​​EOS R5 มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) ขนาด 0.5 นิ้ว ความละเอียด 5.76 ล้านจุด ส่วน EOS R6 มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 3.69 ล้านจุด ความเร็ว 119.88/59.94 fps ชัตเตอร์ของ EOS R5 ใช้ได้ถึง 500,000 ครั้ง ส่วนชัตเตอร์ของ EOS R6 ใช้ได้ถึง 300,000 ครั้ง ทั้งสองรุ่นสามารถตั้งค่าให้ปิดม่านชัตเตอร์เมื่อปิดการทำงานของกล้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันฝุ่นเข้าถึงเซ็นเซอร์ขณะเปลี่ยนเลนส์ ใช้ร่วมกับแบตเตอรี LP-E6NH ที่มีความจุมากขึ้นกว่า LP-E6N 15% หรือใช้กับแบตเตอรี LP-E6N และ LP-E6 ก็ได้ ​​​​​​​ ​​​​​​​EOS R5 มีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ 2 ช่อง สำหรับการ์ด CFexpress และการ์ด SD การ์ด CFexpress รองรับการถ่ายโอนภาพและวิดีโอด้วยความเร็วสูง การถ่ายภาพต่อเนื่อง และการถ่ายวิดีโอ 8K RAW ส่วน EOS R6 มีช่องใส่การ์ด SD 2 ช่อง ทั้งสองรุ่นสามารถใช้ร่วมกับแบตเตอรีกริป BG-R10 (จำหน่ายแยก) ที่มี Multi-controller สำหรับการถ่ายภาพแนวตั้ง เพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพบุคคล พร้อมป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ สามารถใส่แบตเตอรีได้ 2 อัน (LP-E6NH, LP-E6N, หรือ LP-E6) ​​​​​​​ ​​​​​​​พร้อมกันนี้แคนนอนยังได้เปิดตัว RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM เลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้รุ่นแรกสำหรับกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมตระกูล EOS R ด้วยทางยาวโฟกัสถึง 500 มม. พัฒนามาจากเลนส์ยอดนิยมรุ่น EF100-400mm f/4.5-5.6L IS II USM ที่มีช่วงซูมกว้างและใช้งานได้หลากหลายตั้งแต่การถ่ายภาพกีฬา สัตว์ป่า ธรรมชาติ ไปจนถึงถ่ายภาพข่าว แต่ RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM มีน้ำหนักเบากว่า 15% และทางยาวโฟกัสยาวกว่าถึง 100 มม. พร้อมกำลังขยาย 5 เท่า จึงครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่การซูมระยะกลาง (100mm) ไปจนถึงการซูมระยะไกล  (500 มม.) ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​  ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM ใช้ชิ้นเลนส์ UD 6 ชิ้น และเลนส์ Super UD 1 ชิ้นที่จัดเรียงอยู่ใกล้กับระนาบโฟกัส ทุกชิ้นเลนส์เคลือบด้วย ASC (Air Sphere Coating) ลดการเกิดภาพหลอก (ghosting) แก้ไขความคลาดเคลื่อนของภาพ และให้ความคมชัดจนถึงขอบภาพตลอดทั้งช่วงทางยาวโฟกัส มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคัล สูงสุด 5 สต็อป และมีสวิตช์ปรับโหมดระบบกันสั่นให้เลือก 3 โหมด สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่นิ่ง การถ่ายภาพที่มีการแพนกล้อง และการถ่ายภาพการเคลื่อนไหวที่ไม่แน่นอน เช่น การแข่งขันกีฬาต่างๆ เมื่อใช้เลนส์นี้กับกล้อง EOS R5 และ EOS R6 ที่มีระบบกันสั่นแบบ 5 แกนในตัวกล้อง จะช่วยลดการสั่นของภาพได้ถึง 6 สต็อปที่ทางยาวโฟกัส 500 มม. ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำในที่แสงน้อยเพื่อให้ได้ภาพที่สว่างขึ้น ​​​​​​​ ​​​​​​​RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM ยังสามารถโฟกัสได้ที่ระยะเพียง 0.9 เมตรจากตัวแบบ พร้อมกำลังขยาย 0.33 เท่า ที่ทางยาวโฟกัส 500 มม. (ระยะโฟกัส 1.2 เมตร) จึงถ่ายภาพโคลสอัพได้อย่างง่ายดาย มอเตอร์ USM (Nano Ultrasonic Motors) 2 ตัว ช่วยให้การโฟกัสอัตโนมัติเร็วขึ้น ทำงานร่วมกับ Dual Pixel CMOS AF ในกล้องตระกูล EOS R เพื่อการโฟกัสภาพนิ่งอย่างรวดเร็วและแม่นยำ และการถ่ายวิดีโอได้อย่างราบรื่น ทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน และให้ความรวดเร็วในการทำงาน โครงสร้างเลนส์ป้องกันฝุ่นและหยดน้ำ เคลือบสีขาวเพื่อป้องกันความร้อนและคงคุณภาพของภาพถ่ายแม้ถ่ายภาพกลางแจ้ง ​​​​​​​ ​​​​​​​แคนนอนยังจัดเต็มด้วยเลนส์ไพรม์ใหม่อีก 3 รุ่น ได้แก่ RF85mm f/2 IS STM, RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM โดย RF85mm f/2 IS STM เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลและมาโคร ส่วน RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM เป็นเลนส์รุ่นประหยัดสำหรับการซูมระยะไกลด้วยทางยาวโฟกัสถึง 600 มม. และ 800 มม. ตามลำดับ ​​​​​​​ ​​​​​​​RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM ลบภาพจำที่ว่าเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้มีราคาแพง ขนาดใหญ่และหนัก โดยมาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้ ขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา เพื่อช่วยในการพัฒนาฝีมือของนักถ่ายภาพรุ่นใหม่ ทั้งสองรุ่นทำงานร่วมกับชิปประมวลผลภาพ DIGIC X และเซ็นเซอร์ CMOS ในกล้องตระกูล EOS R เพื่อให้ภาพถ่ายคุณภาพสูงแม้ใช้ ISO สูง ด้านหน้าเลนส์ใช้ชิ้นเลนส์ DO (Diffractive Optical) เพียงชิ้นเดียวแทนการใช้ชิ้นเลนส์หลายชิ้น ช่วยให้เลนส์มีน้ำหนักเบาลง ให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง และลดความคลาดเคลื่อนของสี มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคัล สูงสุด 5 สต็อปในรุ่น RF600mm f/11 IS STM และ 4 สต็อปในรุ่น RF800mm f/11 IS STM ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโฟกัส ​​​​​​​ ​​​​​​​โครงสร้างหลักของเลนส์ทำจากพลาสติกทนทานสูงแต่น้ำหนักเบา ส่วนเมาท์เลนส์และวงแหวนขาตั้งทำจากโลหะเพื่อความแข็งแรงทนทาน ค่ารูรับแสงคงที่ที่ f/11 ในเลนส์ทั้ง 2 รุ่นยังช่วยให้เลนส์เบาลง จึงถือจับได้สะดวก ​​​​​​​ ​​​​​​​เลนส์ทั้งสองรุ่นสามารถยืดออกขณะถ่ายภาพและย่อให้สั้นลงด้วยการหมุนวงแหวนล็อคบนเมาท์เลนส์ เพื่อความสะดวกในการพกพาโดยไม่ต้องใช้กระเป๋าใส่เลนส์โดยเฉพาะ โดย RF600mm f/11 IS STM เบากว่า EF600mm f/4L IS III USM ถึง 30% ส่วน RF800mm f/11 IS STM เบากว่า EF800mm f/5.6L IS USM ถึง 28% และเมื่อย่อขนาดเลนส์แล้ว RF600mm f/11 IS STM จะสั้นกว่า EF600mm f/4L IS III USM ถึง 45% และ RF800mm f/11 IS STM จะสั้นกว่า EF800mm f/5.6L IS USM ถึง 61% ​​​​​​​ ​​​​​​​ส่วน RF85mm f/2 IS STM มาพร้อมทางยาวโฟกัส 85 มม. ที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคล รูรับแสงขนาดใหญ่ที่ระดับ f/2 ให้โบเก้ที่สวยงามและสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อย พร้อมฟังก์ชันการถ่ายภาพมาโครและระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบไฮบริด ระยะถ่ายภาพต่ำสุดที่ 0.35 เมตร และกำลังขยาย 0.5 เท่า RF85mm f/2 IS STM จึงเหมาะสำหรับช่างภาพงานแต่งงานที่ต้องการเลนส์สำหรับถ่ายภาพบุคคลรวมไปถึงรายละเอียดของแหวนหรือการตกแต่งที่มีขนาดเล็ก และเมื่อใช้ร่วมกับระบบป้องกันภาพสั่นไหวในกล้อง EOS R5 จะลดการสั่นได้ถึง 8 สต็อป จึงเพิ่มความคล่องตัวในการถ่ายภาพโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ​​​​​​​ ​​​​​​​นอกจากนี้ แคนนอนยังเปิดตัวอุปกรณ์ขยายระยะเลนส์ใหม่ 2 รุ่น คือ Extender RF 1.4x และ Extender RF 2x ที่ใช้ร่วมกับเลนส์ RF100-500mm f/4.5-7.1L IS USM, RF600mm f/11 IS STM และ RF800mm f/11 IS STM ช่วยขยายทางยาวโฟกัสได้อีก 1.4 เท่า และ 2 เท่า ตามลำดับ โดยไม่ลดคุณภาพของภาพถ่าย ​​​​​​​ ​​​​​​​อุปกรณ์ขยายระยะเลนส์ทั้ง 2 รุ่นมีขนาดกะทัดรัดและให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง การใช้เมาท์ RF ยังช่วยลดความยาวของอุปกรณ์ลงถึง 25% เมื่อเทียบกับ Extender EF 1.4xIII และ Extender EF 2xIII อีกทั้งใช้วัสดุแก้วที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสี ชิ้นเลนส์เคลือบพิเศษติดกัน 3 ชิ้น ช่วยลดการสัมผัสอากาศเพื่อลดการเกิดภาพหลอก (ghosting) ทั้ง 2 รุ่นเคลือบสีขาวป้องกันความร้อน มีไมโครโปรเซสเซอร์ในตัวที่ช่วยในสื่อสารระหว่างเลนส์กับกล้องเพื่อการโฟกัสที่แม่นยำ โครงสร้างทนต่อแรงสั่นและการกระแทก พร้อมป้องกันฝุ่นและหยดน้ำ เพื่อความทนทานและไว้ใจได้ในการใช้งาน ​​​​​​​ ​​​​​​​สามารถดูข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ​​​​​​​-    กล้อง EOS R5 : https://snapshot.canon-asia.com/article/en/full-frame-mirrorless-eos-r5 ​​​​​​​-    กล้อง EOS R6 : https://snapshot.canon-asia.com/article/en/full-frame-mirrorless-eos-r6 ​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​กำหนดประกาศราคาอย่างเป็นทางการและการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดดังนี้                                                                    ​​ เริ่มวางจำหน่าย ​​​​​​​(โดยประมาณ) รุ่น กลางเดือนกันยายน EOS R5 Body ​​​​​​​EOS R6 Body ​​​​​​​RF600mm f/11 IS STM ​​​​​​​RF800mm f/11 STM ​​​​​​​Extender RF1.4x ​​​​​​​Extender RF2x ​​​​​​​WFT-R10 (สำหรับ EOS R5 และ EOS R6) ​​​​​​​Battery Grip BG-R10 (สำหรับ EOS R5 และ EOS R6) ​​​​​​​Battery pack LP-E6NH (สำหรับ EOS R5 และ EOS R6) เดือนตุลาคม​​​​​​​ ​​​​​​​RF500mm f/4.5-7.1L IS USM ​​​​​​​​​​​​​​

กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย มอบหน้ากากเฟซชีลด์  จำนวน 200 ชุด ให้รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19

กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย มอบหน้ากากเฟซชีลด์ จำนวน 200 ชุด ให้รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19

23 มิ.ย. 2020 — กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย มอบหน้ากากเฟซชีลด์  จำนวน 200 ชุด ให้รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แคนนอน  มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้แทนกลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทยส่งมอบหน้ากากใสกันละอองฝอย (face shield) จำนวน 200 ชิ้นซึ่งผลิตโดยบริษัท แคนนอน ปราจีนบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และป้องกันการติดเชื้อในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 รวมถึงส่งต่อให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ขาดแคลน โดยมี นางอารยา อนุโต ฝ่ายบริหารงานทั่วไป โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ฯ ณ อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อเร็วๆ นี้​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​ ​​​​​​​นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทยเห็นความสำคัญ และรู้สึกชื่นชมในความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จนสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับ เราจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและดูแลความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ โดยบริษัท แคนนอน ปราจีนบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องถ่ายเอกสารของแคนนอน ได้ช่วยผลิตหน้ากากใสกันละอองฝอยขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลที่มีความต้องการ หน้ากากเหล่านี้ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ ขนาดพอเหมาะใส่ได้ทั้งชาย และหญิง สวมใส่สบาย กระชับ มีความทนทาน สามารถทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร เราหวังว่าการมอบหน้ากากในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ” ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​

กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย ผลิตหน้ากากเฟซชีลด์ เพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สำหรับใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยไวรัสโควิด-19

กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย ผลิตหน้ากากเฟซชีลด์ เพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สำหรับใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยไวรัสโควิด-19

23 มิ.ย. 2020 — กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย ผลิตหน้ากากเฟซชีลด์ เพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สำหรับใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยไวรัสโควิด-19​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (ที่ 3 จากขวา) เป็นตัวแทนกลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทย  มอบหน้ากากใสกันละอองฝอย (face shield) จำนวน 200 ชิ้น ซึ่งผลิตโดยบริษัท แคนนอน ปราจีนบุรี (ประเทศไทย) จำกัดให้แก่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นางจารี ศรีพารัตน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 และผู้ป่วยอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ของโรงพยาบาลต่อไป ​​​​​​​ ​​​​​​​นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทยเห็นความสำคัญและรู้สึกชื่นชมในความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่พยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จนสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับ เราจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและดูแลความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ โดยบริษัท แคนนอน ปราจีนบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องถ่ายเอกสารแคนนอน ได้ช่วยผลิตหน้ากากใสกันละอองฝอยขึ้นเป็นกรณีพิเศษ หน้ากากเหล่านี้ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ ขนาดพอเหมาะใส่ได้ทั้งชายและหญิง สวมใส่สบาย กระชับ มีความทนทาน สามารถทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร เราหวังว่าการมอบหน้ากากในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” ณ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อเร็วๆ นี้ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​