ใหม่
ใหม่

EOS 200D II (EF-S 18-55mm f/4-5.6 IS STM)

EOS 200D II คือกล้อง DSLR ที่เบาที่สุดของแคนนอน ด้วยหน้าจอ LCD หมุนได้แบบทัชสกรีน ด้วยน้ำหนักที่มากกว่าขวดน้ำเพียงเล็กน้อย ตัวกล้องสามารถใส่ในกระเป๋าได้พกพาได้สะดวกสำหรับการถ่ายภาพในชีวิตประจำวัน ตัวกล้องประกอบด้วยเซนเซอร์ APS-C CMOS ความละเอียด 24.1 ล้านพิกเซล ระบบประมวลผล DIGIC 8 และฟีเจอร์อื่นๆ ที่จะทำให้การถ่ายภาพในทุกวันของคุณเป็นเรื่องง่ายๆ และไร้ขีดจำกัด นับเป็นครั้งแรกในการรวมเอาฟีเจอร์ผิวเรียบเนียนและครีเอทีฟ แอซซิสเข้าไว้กับ EOS DLSR ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เอฟเฟกต์ที่ต้องการบนภาพของคุณและถ่ายภาพเซลฟี่ได้อย่างง่ายดาย เชื่อมต่อกับบลูธูทโดยใช้พลังงานไม่มากและส่งภาพถ่ายไปยังมือถือของคุณผ่าน Wi-Fi เพื่อแบ่งปันภาพเหล่านั้น EOS 200D II ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยด้ามจับที่ลึกและการจัดวางหน้าปัดฟังก์ชั่นต่างๆ ให้สะดวกต่อการใช้งานในสีดำ สีเงิน และสีขาว
ดูสินค้า

ข่าวประชาสัมพันธ์

กลุ่มบริษัท แคนนอน ประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟให้โลกพัก

27 เม.ย. 2021 — กลุ่มบริษัท แคนนอน ประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรมปิดไฟให้โลกพัก บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด และกลุ่มบริษัท แคนนอน ประเทศไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร WWF ประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน 60+ Earth Hour 2021 โดยลดการใช้พลังงานและปิดไฟที่ไม่จำเป็น  ในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2564 เวลา 20.30 – 21.30 น. พร้อมกับนานาประเทศทั่วโลก โดยปีนี้จะเป็นปีแรกที่ทางกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายแบ่งการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านขนส่งมวลชน 2) ด้านพลังงาน 3) ด้านพื้นที่สีเขียว และ 4) ด้านการจัดการขยะมูลฝอย ซึ่งกลุ่มบริษัท แคนนอน ประเทศไทย ร่วมรณรงค์ทำกิจกรรมในแต่ละด้านต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี และสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์พลังงาน การปลูกต้นไม้ ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน และดูแลโลกของเรา         

อ่านเพิ่มเติม
แคนนอน ปลื้มคว้าอันดับ 1 เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในไทยต่อเนื่อง 21 ปี พร้อมแชมป์เครื่องพิมพ์เลเซอร์อันดับ 1 ในอาเซียนต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน

แคนนอน ปลื้มคว้าอันดับ 1 เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในไทยต่อเนื่อง 21 ปี พร้อมแชมป์เครื่องพิมพ์เลเซอร์อันดับ 1 ในอาเซียนต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน

23 เม.ย. 2021 — แคนนอน ปลื้มคว้าอันดับ 1 เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในไทยต่อเนื่อง 21 ปี พร้อมแชมป์เครื่องพิมพ์เลเซอร์อันดับ 1 ในอาเซียนต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน แคนนอน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลอิมเมจจิ้งและไอทีโซลูชั่นระดับโลก เผยความสำเร็จในการครองแชมป์อันดับ 1 ตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนานถึง 21 ปี ตั้งแต่ปี 2543-2563 โดยแคนนอนสามารถสร้างยอดขายรวมในประเทศไทยปี 2563 ในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทจำนวน 242,445 เครื่อง และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์เลเซอร์พรินเตอร์อันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่อเนื่องมา 5 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559-2563  โดย IDC บริษัทวิจัยตลาดไอซีทีชั้นนำของโลก ในรายงาน IDC Worldwide Quarterly Hardcopy Peripherals Tracker, 2020 Q4 อย่างไรก็ตาม แคนนอนยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอันล้ำสมัยให้ทุกคนสามารถผลิตผลงานที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพในรูปแบบที่สะดวกสบายและเรียบง่ายได้เสมออย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดหลัก "Business Can be Simple" นางสาวเนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า แคนนอนภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่สามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในประเทศไทยได้ต่อเนื่องถึง 21 ปี ตั้งแต่ปี 2543-2563 โดยแคนนอนสามารถสร้างยอดขายรวมของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในปี 2563 ได้จำนวนทั้งหมด 242,445 เครื่อง ซึ่งนับเป็นส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 38% ของจำนวนเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในประเทศไทย นอกจากแคนนอนจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในประเทศไทยและครองแชมป์อันดับ 1 ได้อย่างแข็งแกร่งแล้ว ด้วยประสิทธิภาพอันเลื่องชื่อยังทำให้แคนนอนได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์เลเซอร์พรินเตอร์อันดับ 1 ของอาเซียน ต่อเนื่องมา 5 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2021 แคนนอนยังคงมุ่งมั่นที่จะแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และรักษาตำแหน่งผู้นำของตลาดพรินเตอร์ทั้งอิงค์เจ็ทและเลเซอร์ในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ แบบครบวงจร  นอกจากนี้แคนนอนยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรินเตอร์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าระดับองค์กรธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกันพร้อมเดินหน้ากลุ่มตลาดพรินเตอร์อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิดหลัก "Business Can be Simple" เพื่อสะท้อนจุดเด่นด้านฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันครอบคลุม มีประสิทธิภาพและช่วยในการประหยัดต้นทุน สามารถรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน การใช้งานในเชิงธุรกิจระดับองค์กร รวมถึงการทำงานแบบ work from home ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ตลอดจนบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และยกระดับความพึงพอใจในการใช้บริการแก่ลูกค้าทุกระดับ อย่างไรก็ตามเมื่อไตรมาส 1 ปี 2564 ที่ผ่านมา แคนนอนได้เปิด Pre-Order เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแท็งก์แท้รุ่น G3020 ที่มาพร้อมปริมาณหมึกพิมพ์ที่มากขึ้น ซึ่งเป็นการเสริมทัพผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องพิมพ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อตอบโจทย์การบริการหลังการขายให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปิดตัวบริการ PIXMA G SERIES FAST SERVICE ที่เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการ โดยผู้ใช้งานสามารถรับบริการเปลี่ยนชุดซับหมึก หรือ หัวพิมพ์ได้รวดเร็วทันใจ และรับกลับได้ภายใน 1 ชั่วโมง ที่ศูนย์บริการ Canon Certified Service Center – CCSC ที่ร่วมรายการ สำหรับรุ่น Canon PIXMA G SERIES ที่ร่วมโครงการ ได้แก่ G1010, G2010, G3010, G4010, G5070, G6070 และ GM2070  ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนการไม่หยุดนิ่งในการเสนอสินค้าและบริการของแคนนอนอย่างต่อเนื่องเพื่อตลาดในประเทศไทย นางสาวเนตรนรินทร์ กล่าวสรุป

แคนนอนประกาศพัฒนากล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมตัวท๊อป จัดเต็มไม่ยั้งใน EOS R3 พร้อมสุดยอดตัวเลนส์ RF เพื่อมืออาชีพพร้อมกับอีก 3 รุ่น  เสริมความแข็งแกร่งในของการผู้นำตลาดกล้องดิจิทัลถอดเปลี่ยนเลนส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แคนนอนประกาศพัฒนากล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมตัวท๊อป จัดเต็มไม่ยั้งใน EOS R3 พร้อมสุดยอดตัวเลนส์ RF เพื่อมืออาชีพพร้อมกับอีก 3 รุ่น เสริมความแข็งแกร่งในของการผู้นำตลาดกล้องดิจิทัลถอดเปลี่ยนเลนส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

20 เม.ย. 2021 — แคนนอนประกาศพัฒนากล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมตัวท๊อป จัดเต็มไม่ยั้งใน EOS R3 พร้อมสุดยอดตัวเลนส์ RF เพื่อมืออาชีพพร้อมกับอีก 3 รุ่น เสริมความแข็งแกร่งในของการผู้นำตลาดกล้องดิจิทัลถอดเปลี่ยนเลนส์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แคนนอนเผยโฉมกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม EOS R3 ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดล้ำ แข็งแรงทนทาน มั่นใจได้ ในแนวคิด ‘High Speed, High Sensitivity and High Reliability’ พร้อมท้าทายทุกช็อต สะกดทุกความเร็วมาพร้อมเลนส์ RF ใหม่ 3 รุ่นที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ EOS R System ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานของช่างภาพระดับมืออาชีพและช่างภาพมือสมัครเล่นระดับจริงจัง ประกอบไปด้วย RF400mm f/2.8L IS USM และ RF600mm f/4L IS USM เลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้ในตระกูล L สองรุ่นแรกบนเมาท์ RF พร้อมทั้ง RF100mm f/2.8 L Macro IS USM เลนส์มาโครเทเลระยะกลางตัวแรกของโลก [1]ที่มีอัตราขยายสูงถึง 1.4 เท่า โดยทั้งกล้อง EOS R3 และเลนส์ RF ทั้ง 3 รุ่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำในตลาดกล้องดิจิทัลถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ให้กับผู้บริโภคถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันก้าวกระโดดที่แคนนอนพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งขับเคลื่อนจินตนาการให้เหนือขีดจำกัดอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ทลายทุกขีดจำกัดในการถ่ายภาพกับ EOS R3 กล้อง EOS R3 ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘High Speed, High Sensitivity and High Reliability - รวดเร็ว ฉับไว และเชื่อถือได้’ โดยถูกวางตำแหน่งไว้เป็นกล้องสำหรับช่างภาพมืออาชีพและและมือสมัครเล่นระดับจริงจัง เช่นเดียวกับกล้อง DSLR เรือธงอย่าง EOS-1D X Mark III (เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2563) และกล้องซีรีส์ EOS-5 รวมถึงกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม EOS R5 (เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2563) กล้อง EOS R3 มุ่งมั่นที่จะมอบภาพถ่ายและภาพวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพ แม้ในการจับภาพวัตถุที่เคลื่อนที่ EOS R3 เป็นกล้องตัวแรกในตระกูล EOS ที่ใช้เซ็นเซอร์ Backlit stacked CMOS ขนาดฟูลเฟรม 35 มม. ที่พัฒนาขึ้นใหม่จากแคนนอน เพื่อให้อ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้ชิปประมวลผลภาพ DIGIC X ที่สามารถประมวลผลภาพด้วยความเร็วสูง ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ต่อเนื่องสูงสุดถึง 30 ภาพต่อวินาที [2]  พร้อมการทำงานของระบบออโต้โฟกัสและการวัดแสงอัตโนมัติแบบติดตามวัตถุอย่างต่อเนื่อง (AF/AE Tracking) เมื่อใช้โหมดชัตเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เกิดการทำให้ภาพผิดรูป (image warping) ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และยังสามารถโฟกัสจับภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ในสภาพแสงน้อย เช่น พื้นที่ในร่มหรือฉากกลางคืน ได้โดยมีสัญญาณรบกวนต่ำ นอกจากนี้ EOS R3 ยังเป็นกล้องดิจิทัลตัวแรกของแคนนอนที่มีฟังก์ชันการควบคุมออโต้โฟกัสด้วยดวงตา (Eye Control AF) [3] โดยคุณสมบัติใหม่นี้จะทำการเลือกกรอบออโต้โฟกัสโดยการตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาของผู้ใช้ขณะถ่ายภาพนิ่งโดยมองผ่านช่องมองภาพทำให้สามารถโฟกัสภาพได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการสลับไปโฟกัสยังวัตถุใหม่ และยังตอบสนองการใช้งานระดับมืออาชีพด้วยการป้องกันฝุ่นและน้ำระดับเดียวกล้องซีรีส์ EOS-1 รวมถึงมีการออกแบบตัวกล้องให้มีกริปแนวตั้งในตัว มีโครงสร้างที่แข็งแรง บึกบึน และใช้งานง่าย อีกทั้งยังสามารถใช้งานกับแอพพลิเคชั่น Mobile File Transfer [4]ของแคนนอนที่ออกแบบมาเพื่อความรวดเร็วของการทำงานในแบบมืออาชีพได้อีกด้วย เข้าใกล้ทุกการแอ็คชันได้มากขึ้นด้วยเลนส์ไพรม์เทเลโฟโต้ระยะกลางและระยะไกลตระกูล L เม้าท์ RF ใหม่ 3 รุ่น  จากความตั้งใจในการสร้างความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อผู้ใช้งานของแคนนอน และระบบ EOS R System เสริมไลน์อัพเลนส์คุณภาพมากด้วยความโดดเด่นอย่าง RF100mm f/2.8 L Macro IS USM เลนส์มาโครเทเลโฟโต้ระยะกลางตัวแรกของโลก [5] ที่มีอัตราการขยาย 1.4 เท่า  ในส่วนของเลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้อย่าง RF400mm f/2.8L IS USM และ RF600mm f/4L IS USM อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพในการถ่ายภาพระดับมืออาชีพและมือสมัครเล่นขั้นสูง พร้อมส่งมอบภาพถ่ายคุณภาพสูง เชื่อถือได้ และความทนทานในระดับสูง แคนนอนมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความหลากหลายให้กับเลนส์เม้าท์ RF ให้มากขึ้น พร้อมประสิทธิภาพและคุณภาพที่ยอดเยี่ยม ให้เหมาะสำหรับการใช้งานและประเภทการถ่ายภาพที่หลากหลายต่อไป RF100mm f/2.8 L Macro IS USM: เลนส์มาโครเทเลโฟโต้ระยะกลางตัวแรกของโลก เลนส์ RF เป็นเลนส์ที่มีชิ้นส่วนด้านหลังอยู่ใกล้กับเซ็นเซอร์ภาพมากกว่า จึงทำให้ RF100mm f/2.8 L Macro IS USM เป็นเลนส์มาโครเทเลโฟโต้ระยะกลางตัวแรกของโลกที่มาพร้อมกำลังขยาย 1.4 เท่า ซึ่งอัตราการขยายสูงกว่าเลนส์มาโครทั่วไป (1 เท่า) ถึง 40%  ทั้งนี้ ที่อัตราขยาย 1 เท่าจะมีระยะโฟกัสอยู่ที่ 0.28 ม. ซึ่งห่างจากหน้าเลนส์ที่11.2 ซม. ในขณะที่หากต้องการถ่ายภาพที่มีอัตราขยาย 1.4 เท่าจะต้องโฟกัสที่ระยะ 0.26 ม. หรือห่างจากหน้าเลนส์ 8.6 ซม. จึงยังมีพื้นที่มากพอสำหรับการจัดแสงแบบพิเศษในการถ่ายภาพสินค้าหรือวัตถุที่มีขนาดเล็กอีกด้วย เลือกโบเก้ในแบบของคุณ: RF100mm f/2.8L IS USM มาพร้อมกับวงแหวน SA (Spherical Aberration Control Ring) ที่ทำงานโดยใช้ Electronic cams และ Nano USM สองตัว โดยในการหมุนวงแหวน SA ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งเอฟเฟคของโบเก้ให้ดูนุ่มนวลหรือคมได้ (ระดับของการเบลอ จะขื้นอยู่กับระยะห่างของการโฟกัส) ทำให้ผู้ใช้มีความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพมากขึ้น เนื่องจากสามารถเลือกได้ว่าโบเก้ที่เหมาะกับการถ่ายภาพที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพบุคคล ดอกไม้ หรือแมลงก็ตาม โฟกัสนุ่มนวลขึ้น แต่ให้ภาพคมชัดยิ่งขึ้น: เลนส์ RF100mm f/2.8L IS USM มีระบบป้องกันสั่นไหวสูงสุด 8 สต็อป เมื่อใช้งานร่วมกับกล้องในตระกูล EOS R ที่มีระบบป้องกันสั่นไหวในตัว โดยใช้ระบบระบบป้องกันสั่นไหวแบบไฮบริด (Hybrid IS) ซึ่งจะช่วยลดการสั่นไหวของกล้องทั้งการสั่นไหวในแบบมุมก้ม-เงย (suppress angular camera shake -rotational)  และการสั่นไหวของกล้องในแนวตั้ง (shift camera shake-linear)  เมื่อใช้มือเปล่าถือกล้อง ทำให้ผู้ใช้สามารถได้ภาพที่คมชัด เลนส์ RF100mm f/2.8L IS USM เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว จากความรวดเร็วและแม่นยำของระบบออโต้โฟกัส  และในขณะเดียวกันยังมีความนุ่มนวล ราบรื่น ปราศจากเสียงรบกวนของออโต้โฟกัส จึงเหมาะสำหรับการบันทึกภาพเคลื่อนไหวอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถลุยไปในการถ่ายภาพกลางแจ้ง ด้วยการซีลกันฝุ่นและละอองน้ำตามแบบฉบับของเลนส์ในตระกูล L ของแคนนอน รองรับการใช้งานร่วมกับแฟลชเฉพาะเพื่อการถ่ายภาพมาโคร อย่าง Macro Ring Lite MR-14EXII and Macro Twin Lite MT-26EXII เพื่อความสวยสมบูรณ์แบบของการถ่ายภาพอีกขั้น RF400mm f/2.8L IS USM และ RF600mm f/4L IS USM: เลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้คุณภาพสูง RF400mm f/2.8L IS USM และ RF600mm f/4L IS USM เลนส์ซุปเปอร์เทเลโฟโต้เมาท์ RF ที่ช่างภาพสัตว์ป่าและกีฬาที่ใช้กล้องมิเรอร์เลสต่างรอคอย มีประสิทธิภาพสูง ใช้ชิ้นเลนส์คุณภาพสูง เพื่อให้ได้ภาพถ่ายคุณภาพเยี่ยม เช่นเดียวกับเลนส์ในตระกูล L เมาท์ EF รุ่นอื่นๆ ของแคนนอน แต่เสริมด้วยคุณสมบัติเฉพาะตามแบบฉบับของเลนส์เม้าท์ RF เช่น ระยะโฟกัสใกล้สุดของเลนส์ RF400mm f/2.8L IS USM ลดลง 2.5 เมตร และระยะโฟกัสใกล้สุดของเลนส์ RF600mm f/4L IS USM ลดลง 4.2 เมตร   น้ำหนักเบา แต่ให้ภาพถ่ายนิ่ง คมชัด: มาพร้อมกับระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่เพิ่มขึ้นเป็น 5.5 สต็อป และมีโหมด IS ให้เลือก 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับการเคลื่อนไหวของวัตถุ (วัตถุอยู่นิ่งกับที่/การแพนภาพ/วัตถุที่เคลื่อนที่แบบหลายทิศทาง) และมีน้ำหนักที่ลดลงจากเลนส์ EF รุ่นเดียวกันประมาณ 60 กรัม การถ่ายภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ: เลนส์ทั้งสองสามารถควบคุมการตั้งค่ารูรับแสงระหว่างการบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ละเอียดขึ้น โดยปรับได้ครั้งละ 1/8 สเต็ป (ในขณะที่เลนส์ EF = 1/3 สเต็ป) เพื่อให้สามารถเปลี่ยนค่าความสว่างของฉากได้อย่างราบรื่น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแสงอย่างกะทันหัน เช่น เมื่อวัตถุเคลื่อนที่จากบริเวณที่มืดไปยังที่สว่าง ทำให้ภาพที่ได้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทนทานและยืดหยุ่น: RF400mm f/2.8L IS USM และ RF600mm f/4L IS USM มีชีลป้องกันความร้อนที่ดีเยี่ยม ทนต่อรอยขีดข่วนและสภาพอากาศ รองรับสภาพแวดล้อมในการถ่ายภาพเกือบทุกประเภท เม้าท์เลนส์ ปุ่ม วงแหวนควบคุม และชิ้นส่วนต่างๆของเลนส์ได้รับการออกแบบมาให้กันฝุ่นและน้ำที่จะเข้ามาในเลนส์ โดยชิ้นส่วนด้านหน้าและด้านหลังของเลนส์ทั้งสองยังมีการเคลือบฟลูออไรน์เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันและน้ำเกาะที่พื้นผิวของเลนส์ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานร่วมกับ Extenders RF 1.4x และ RF 2x เพื่อเพิ่มระยะโฟกัสให้ไกลขึ้นอีก โดยเมื่อใช้เลนส์ RF600mm f/4L IS USM ร่วมกับ Extender RF 2x จะทำให้ได้เลนส์ที่มีระยะโฟกัสไกลถึง 1200 มม. เลยทีเดียว พร้อมกันนี้ แคนนอนยังได้เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือ[6] ‘Mobile File Transfer’ ที่รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ระบบ 5G สำหรับช่างภาพมืออาชีพที่ต้องการถ่ายโอนรูปภาพจากจุดที่ถ่ายภาพไปยังเซิร์ฟเวอร์ FTP / FTPS / SFTP[7] ที่ต้องการ ให้ความสะดวกสบายและรวดเร็วจากขั้นตอนการทำงานในอดีตที่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ โดยสามารถเลือกตั้งค่าการถ่ายโอนไฟล์ภาพได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการใช้งาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำงานหลังการถ่ายภาพให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ บนแอปพลิเคชันยังสามารถเพิ่มข้อมูล Metadata ของภาพ ตามมาตฐานของ IPTC (International Press Telecommunications Council)  ที่ใช้กันในสำนักข่าวและเอเจนซี่ต่างๆ รวมถึงสามารถบันทึกเสียงในรูปแบบVoice Memo ลงในรูปภาพ และถ่ายโอนจากกล้องไปยังอุปกรณ์มือถือได้อีกด้วย โดยเตรียมเปิดให้ใช้บริการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย[8] ช่วงในปลายเดือนมิถุนายน 2564 นี้ ชื่อผลิตภัณฑ์ ช่องทาง วันเผยแพร่ สนับสนุนกล้อง[9] Mobile File Transfer     ดาวน์โหลดฟรี สำหรับ AppStore ปลายเดือนมิถุนายน 2564 EOS R5 EOS R6 EOS-1D X Mark III EOS-1D X Mark II ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจรับข้อมูลหรือข่าวสารของกล้อง EOS R3 และเลนส์ RF ทั้ง 3  รุ่น สามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแนะนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านทาง Facebook Live ของ Canon Thailand และ Canon EOS R Thailand ในวันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป   [1] ในกลุ่มเลนส์สำหรับกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ที่มีระบบออโต้โฟกัส จากการสำรวจของแคนนอน ณ วันที่ 13 เม.ย. 2564 [2] ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องอาจลดลง ขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้และ / หรือสภาพแวดล้อมในการถ่ายภาพ [3] ฟีเจอร์นี้อาจไม่สามารถใช้ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ใช้อย่างการสวมแว่นกันแดด คอนแทคเลนส์แบบแข็งหรือแว่นตาสำหรับการแก้ไขสายตา รวมถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลเช่น ขนาดดวงตา ความหนาของเปลือกตา และความยาวของขนตา [4] ใช้ได้กับ iOS เท่านั้น โดยเวอร์ชันที่ใช้ได้กับ EOS R3 ต้องซื้อเพิ่มเติม รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบใช้สายและไร้สาย แต่การเชื่อมต่อแบบใช้สายต้องใช้สาย USB ที่รองรับด้วย (ซื้อแยกต่างหาก) (* iOS เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Cisco ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ และใช้งานภายใต้ใบอนุญาต) [5] ในกลุ่มเลนส์สำหรับกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ที่มีระบบออโต้โฟกัส จากการสำรวจของแคนนอน ณ วันที่ 13 เม.ย. 2564 [6] รองรับระบบปฏิบัติติการ iOS14 ขึ้นไป ส่วน Android จะรองรับในอนาคต [7] FTP: File Transfer Protocol, FTPS: File Transfer Protocol over SSL/TLS,SFTP: SSH File Transfer Protocol [8] จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับเวอร์ชันถัดไป [9] EOS R3 ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในปัจจุบันจะได้รับการสนับสนุนในเวอร์ชันถัดไป ซึ่งจะมีค่าใช้จ่าย* iOS เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Cisco ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ และใช้งานภายใต้ใบอนุญาต* Android เป็นเครื่องหมายการค้าของ Google LLC

ความพยายามด้านความยั่งยืนของแคนนอน ได้รับรางวัล EcoVadis ระดับทอง

ความพยายามด้านความยั่งยืนของแคนนอน ได้รับรางวัล EcoVadis ระดับทอง

01 เม.ย. 2021 — ความพยายามด้านความยั่งยืนของแคนนอน ได้รับรางวัล EcoVadis ระดับทอง  แคนนอนประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯ ได้รับรางวัล EcoVadis ระดับทองสําหรับการดำเนินการด้านความยั่งยืนติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ซึ่งทําให้ Canon ได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มสูงสุด 3% ของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก EcoVadis พิจารณาจัดอันดับบริษัทต่างๆ ในหลากหลายมิติที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายแห่งความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน มิติด้านจริยธรรม และผลกระทบจากการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน รายงานล่าสุดจาก EcoVadis ระบุว่าแคนนอน ปฏิบัติงานได้ดีมากในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม แคนนอนได้รับการยกย่องในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เอื้อต่อการนำไปรีไซเคิล รวมถึงมาตรการที่ได้ดําเนินการเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อย CO2 หลักปรัชญา 'Kyosei'  ของแคนนอน  อันหมายถึงการใช้ชีวิตและทํางานร่วมกันเพื่อส่วนรวม คือหัวใจสําคัญของความพยายามเหล่านี้ และยังเป็นรากฐานของความมุ่งมั่นของแคนนอนในการรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนที่แคนนอนดําเนินงานอยู่ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่แคนนอนพัฒนาขึ้น ปัจจุบัน EcoVadis ได้จัดอันดับบริษัทคู่ค้ากว่า 75,000 รายจาก 150 ประเทศ ผ่านวิธีการประเมิน CSR ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามหลักมาตรฐาน CSR สากลระหว่างประเทศ รวมถึงโครงการริเริ่มการรายงานระดับโลก โครงการ United Nation Global Compact และระบบมาตรฐาน ISO 26000 หมายเหตุ ข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่โดย แคนนอน สิงคโปร์ พีทีอี แอลทีดี วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564